เคยเจอปัญหานี้ไหมครับ? ทำเว็บไซต์เสร็จแล้ว ลงข้อมูลบริการและบทความไปหลายหน้า แต่พอลองค้นหาชื่อเว็บหรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการ กลับไม่เจอเว็บไซต์ของตัวเองบน Google เลย ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า คำว่า เว็บไม่ขึ้น Google อาจหมายถึง 2 สาเหตุหลักครับ
- สาเหตุแรกคือ Google ยังไม่เก็บหน้าเว็บของเราเข้าไปในระบบ หรือที่เรียกว่า ยังไม่ได้ Index ครับ
- สาเหตุที่สองคือ Google เก็บหน้าเว็บแล้ว แต่เว็บไซต์ยังมีอันดับที่ต่ำ มีข้อมูลที่น้อยเกินไป หรือการจัดวางโครงสร้างเว็บไซต์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักของ Google จึงไม่แสดงในหน้าแรกเมื่อค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการครับ
วันนี้ผมจะพาไปดูว่า ปัญหาเว็บไม่ขึ้น Google เกิดจากอะไร ถ้าอยากรู้ว่าเว็บกำลังเจอปัญหาแบบไหน ลองตรวจสอบตาม 6 ข้อนี้ใน Google Search Console ได้เลยครับ
Google Search Console คือ?
Google Search Console คือเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยตรวจสอบว่า Google เข้ามา Crawl และ Index เว็บไซต์ของเราแล้วหรือยัง? ยังรวมถึงใช้สามารถเช็กปัญหาต่าง ๆ เช่น หน้า 404, หน้าเว็บที่ติด noindex, การเปลี่ยนเส้นทาง และ Core Web Vitals ได้ด้วยครับ
สามารถส่ง Sitemap และใช้ URL Inspection เพื่อตรวจสอบหรือขอให้ Google เข้ามา Crawl หน้าเว็บใหม่ได้ครับ เป็นเครื่องมือที่ผมกับทีมสลาตันใช้บ่อย โดยเฉพาะเวลาสร้างหน้าใหม่หรือเผยแพร่บทความใหม่ เพราะช่วยให้รู้ว่าเว็บมีปัญหาตรงไหนบ้าง เพื่อให้แก้ไขได้ตรงจุด แทนที่จะรอให้ Google ค้นพบเว็บไซต์เองครับ
6 สาเหตุหลักที่เว็บไม่ขึ้น Google พร้อมวิธีแก้ไข
สาเหตุที่ 1 Google ยังไม่ได้ Index หน้าเว็บ

อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นครับ ปัญหาเว็บไม่ขึ้น Google ไม่ได้มีสาเหตุเดียว และแต่ละเว็บไซต์ก็อาจเจอปัญหาไม่เหมือนกัน วิธีเช็กเบื้องต้นว่า Google รู้จักเว็บไซต์ของเราแล้วหรือยัง ให้ลองค้นหาด้วยคำสั่งนี้ครับ
site: ชื่อเว็บไซต์.com ตัวอย่าง site:https://www.teeneeweb.com/
ถ้าเจอหน้าเว็บ แปลว่า Google นำเว็บไซต์บางส่วนไป Index แล้ว แต่ถ้ายังไม่พบ ก็อาจเป็นเพราะ Google ยังไม่พบหรือยังไม่ได้ Index เว็บ
อย่างไรก็ตาม คำสั่ง site: ใช้ตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้นครับ หากต้องการรู้สถานะที่แม่นยำ ควรตรวจสอบต่อใน Google Search Console ผ่านเมนู URL Inspection เพื่อตรวจสอบหน้าเว็บโดยตรง
วิธีเช็กและแก้ไข
เข้า Google Search Console แล้วไปที่ แถบการทำดัชนี -> หน้า จากนั้นดูว่าหน้าสำคัญของเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก หน้าบริการ หรือหน้าบทความ อยู่ในกลุ่ม Not Index ไหม ถ้าเจอ ให้คลิกดูเหตุผลที่ Google แสดง เช่น
- Crawled currently not indexed
- Discovered currently not indexed
- Duplicate page
- Excluded by noindex tag
จากนั้นใช้เมนู URL Inspection ใส่ URL ของหน้าที่ต้องการตรวจสอบ แล้วกด Request Indexing เพื่อแจ้งให้ Google เข้ามาตรวจสอบใหม่ครับ
อย่างไรก็ตาม การกด Request Indexing ไม่ได้หมายความว่าหน้าจะติดอันดับทันทีนะครับ เป็นเพียงการส่งสัญญาณให้ Google เข้ามาพิจารณาหน้านั้นอีกครั้งเท่านั้น
สาเหตุที่ 2 ยังไม่ได้ส่ง Sitemap ให้ Google

Sitemap คือ แผนผังเว็บไซต์ เป็นไฟล์ที่บอก Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีหน้าอะไรบ้าง และควรเข้าไปตรวจสอบหน้าไหน การทำแบบนี้ ช่วยให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลในเว็บได้ครบ
ถ้าไม่ส่ง Sitemap Google ก็ยังสามารถค้นหาเว็บไซต์ได้จากลิงก์ต่าง ๆ แต่ Google ต้องค่อย ๆ ไล่หาเอง ซึ่งอาจใช้เวลานานขึ้น หรืออาจพลาดหน้าสำคัญบางหน้าไปเลยครับ
สำหรับเว็บไซต์ WordPress การสร้าง Sitemap ทำได้ง่าย หากใช้ Plugin อย่าง Yoast SEO หรือ Rank Math ระบบจะสร้าง Sitemap ให้อัตโนมัติครับ
วิธี Submit Sitemap
- เปิด URL Sitemap : yourdomain.com/sitemap_index.xml ในเบราว์เซอร์ก่อนว่าใช้งานได้หรือไม่
- เข้า Google Search Console
- ไปที่เมนู Sitemaps
- ใส่ sitemap_index.xml
- กด Submit
- รอให้ Google เข้ามาอ่าน Sitemap และตรวจสอบหน้าเว็บ
หลังจากส่งแล้ว ลองกลับไปดูที่ Indexing -> Pages ว่าจำนวนหน้าที่ถูก Index เพิ่มขึ้นหรือไม่ครับ
ข้อควรระวัง Sitemap ควรใส่เฉพาะ URL ที่ต้องการให้ Google แสดงผลเท่านั้น ไม่ควรใส่หน้าที่ตั้งค่า noindex หรือหน้าที่มีปัญหา Redirect ครับ
สาเหตุที่ 3 เว็บไซต์ถูกบล็อกด้วย robots.txt หรือ Noindex
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Google หาเว็บไม่เจอ แต่อยู่ที่เว็บไซต์ของเราเผลอสั่งห้าม Google เข้ามาเก็บข้อมูลครับ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ
- ไฟล์ robots.txt บล็อกไม่ให้ Google เข้ามา Crawl
- หน้าเว็บมีคำสั่ง noindex
- เว็บไซต์ยังเปิดโหมด “Discourage search engines” อยู่
- Plugin SEO ตั้งค่าหน้าสำคัญเป็น No Index
โดยเฉพาะเว็บไซต์ WordPress ที่สร้างเสร็จใหม่ บางครั้งทีมพัฒนาอาจเปิดตัวเลือกไม่ให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลไว้ระหว่างทำเว็บ แต่ลืมปิดหลังเว็บไซต์เปิดใช้งานจริงครับ
วิธีเช็กและแก้ไข
เปิด URL นี้ yourdomain.com/robots.txt
จากนั้นดูว่ามีคำสั่งลักษณะนี้หรือไม่
text Disallow: /
ถ้ามี แปลว่าอาจเป็นการบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ทั้งเว็บ แต่ต้องตรวจสอบบริบทอื่นร่วมด้วย เพราะบางเว็บไซต์อาจมีคำสั่งบล็อกเฉพาะโฟลเดอร์ที่ไม่ต้องการให้ Google เข้า เช่น /wp-admin/
ถ้าใช้ WordPress แนะนำให้ลองเช็กจุดนี้ด้วยครับ

ไปที่ การตั้งค่า -> การอ่าน แล้วดูหัวข้อ การมองเห็นของเครื่องมือค้นหา หากพบว่ามีการติ๊กตัวเลือกอยู่ ให้รีบเอาเครื่องหมายออก แล้วกดบันทึกการเปลี่ยนแปลงครับ
เพราะหากเปิดตัวเลือกนี้ไว้ WordPress จะส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือค้นหาว่า ไม่ต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดทำดัชนี ซึ่งอาจทำให้หน้าเว็บไม่ปรากฏในผลการค้นหาของ Google ได้
หมายเหตุ: การเอาติ๊กออกไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะติด Google ทันที แต่เป็นการเปิดทางให้ Google สามารถเข้ามา Crawl และพิจารณาจัดทำดัชนีเว็บไซต์ได้ตามปกติครับ
สาเหตุที่ 4 เว็บไซต์มี Manual Action หรือปัญหาด้านความปลอดภัย
เคยไหมครับ? อยู่ดี ๆ เว็บไซต์ที่เคยมีคนเข้า กลับหายจาก Google หรืออันดับตกลงอย่างผิดปกติ หนึ่งในสาเหตุที่ต้องรีบตรวจสอบคือ เว็บไซต์อาจมี Manual Action หรือ Security Issues Manual Action คือกรณีที่ Google ตรวจพบว่าเว็บไซต์ทำผิดหลักเกณฑ์มรากำหนด เช่น
- เนื้อหามีสแปม
- สร้างหน้าเว็บจำนวนมากเพื่อหลอก Search Engine
- ซื้อลิงก์หรือสร้างลิงก์ผิดธรรมชาติ
- คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น
- เว็บไซต์ถูกแฮ็กและมีหน้าหรือคำค้นหาแปลก ๆ เพิ่มขึ้น
ถ้าเป็นปัญหาด้านความปลอดภัย เว็บไซต์อาจถูกแจ้งเตือนว่าเป็นอันตราย ถ้าไม่รีบแก้อาจะถูก ลงโทษได้ และอาจลดการแสดงผลของเว็บลงครับ
แต่ถ้ามีรายการแจ้งเตือน ให้กดอ่านรายละเอียดว่า Google พบปัญหาที่หน้าไหน และเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร จากนั้นแก้ไขให้ครบ เช่น
- ลบหน้าเว็บที่ถูกแฮ็ก
- เปลี่ยนรหัสผ่าน WordPress และ Hosting
- อัปเดต WordPress, Theme และ Plugin
- ลบ Plugin ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือ Plugin ที่โดนไวรัส
- แก้ไขเนื้อหาสแปมหรือเนื้อหาซ้ำ
- ตรวจสอบและลบลิงก์ที่ผิดธรรมชาติ
เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว ให้กด Request Review พร้อมอธิบายว่าเว็บไซต์พบปัญหาอะไร และได้ดำเนินการแก้ไขอย่างไรครับ
สาเหตุที่ 5 เว็บไซต์ช้า และไม่รองรับบนมือถือ
ปัจจุบันผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าชมเว็บไซต์ผ่านมือถือ หากเว็บโหลดช้า ตัวหนังสือเล็ก อ่านยาก ปุ่มกดติดกัน หรือหน้าเว็บกระโดดไปมา คนที่เข้ามาอาจกดออกก่อนที่จะอ่านเนื้อหาหรือส่งฟอร์มครับ
Google จึงมีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ ประสบการณ์การใช้งานหน้าเว็บ (Page Experience) รวมถึงตัวชี้วัด Core Web Vitals ซึ่งใช้ประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้านความเร็ว การตอบสนอง และความเสถียรของหน้าเว็บ
ตัวชี้วัดที่พบได้บ่อย ได้แก่
- LCP (Largest Contentful Paint) ใช้วัดว่ากว่าเนื้อหาหลักของหน้าเว็บจะแสดงผลใช้เวลานานแค่ไหน
- INP (Interaction to Next Paint) ใช้วัดการตอบสนองของหน้าเว็บหลังจากผู้ใช้โต้ตอบ เช่น คลิกปุ่มหรือกดเมนู
- CLS (Cumulative Layout Shift) ใช้วัดว่าองค์ประกอบบนหน้าเว็บมีการเลื่อนหรือกระโดดระหว่างโหลดมากน้อยแค่ไหน
ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้เว็บไซต์หายจาก Google ทันที แต่มีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้และความสามารถในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นครับ
วิธีเช็กและแก้ไข
เข้า Google Search Console แล้วไปที่
- Experience -> Core Web Vitals
- Experience -> Mobile Usability
ถ้าเจอหน้าที่เป็นสถานะ Poor หรือ Need improvement ให้ตรวจสอบทีละ URL
สำหรับเว็บไซต์ WordPress วิธีแก้เบื้องต้นมีดังนี้ครับ
- บีบอัดรูปภาพก่อนอัปโหลด
- เปลี่ยนรูปภาพเป็น WebP
- ใช้ Plugin Cache เช่น LiteSpeed Cache หรือ WP Rocket
- ลดจำนวน Plugin ที่ไม่จำเป็น
- เลือกใช้ Theme ที่มีโค้ดไม่หนักเกินไป
- ปรับเว็บไซต์ให้รองรับหน้าจอมือถือ
- ลดไฟล์ JavaScript และ CSS ที่ไม่จำเป็น
หลังจากแก้ไขแล้ว สามารถกด Validate Fix ใน GSC เพื่อให้ Google ตรวจสอบปัญหาอีกครั้งครับ
สาเหตุที่ 6 เว็บไซต์ติด Google แล้ว แต่ยังไม่ติด Top 3
บางครั้งเว็บไซต์ของเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องการ Index แล้วครับ แต่ติด Google ในตำแหน่งที่ไกลมาก เช่น หน้า 5 หน้า 10 หรืออาจอยู่ในอันดับที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ เข้า Google Search Console -> Performance แล้วดูข้อมูลของเว็บไซต์
ถ้ามี Impressions แปลว่า Google นำเว็บไซต์ไปแสดงให้คนเห็นแล้ว แต่ถ้ามี Impressions และมี Clicks น้อย อาจเกิดจาก Title หรือ Meta Description ยังไม่น่าสนใจ หรือไม่ดึงดูดให้เข้ามาอ่านต่อ
ถ้ามี Impressions แต่ Average Position อยู่ประมาณอันดับ 20–50 ปัญหาอาจอยู่ที่เนื้อหาและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ครับ
วิธีเช็กและแก้ไข
เข้าเมนู Performance แล้วดูข้อมูล 3 ส่วนนี้
- Queries: คนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดอะไร
- Pages: หน้าไหนได้รับการแสดงผล
- Average position: หน้าเว็บอยู่ลำดับประมาณเท่าไร
จากนั้นเลือกหน้าที่มี Impressions แต่มี Clicks น้อยมาปรับปรุง เช่น
- เขียน Title ให้ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา
- ปรับ Meta Description ให้น่าสนใจขึ้น
- เพิ่มเนื้อหาที่ตอบคำถามของผู้อ่านให้ครบ
- เพิ่มตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
- เพิ่มคำถามที่พบบ่อย
- ใส่ Internal Link ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจสอบว่าหน้านี้ตอบ Search Intent ตรงกับความต้องการหรือไม่
- สร้างเนื้อหาให้ครอบคลุมหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย
ตัวอย่างเช่น ถ้าคนค้นหาคำว่า “ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่” แต่บทความของเราพูดเฉพาะข้อดีของการมีเว็บไซต์ โดยไม่บอกราคา ปัจจัยที่ทำให้ราคาแตกต่าง หรือสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ เนื้อหาก็อาจยังตอบคำถามไม่ตรงพอครับ
นอกจากนั้น เว็บไซต์ใหม่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำ SEO จึงไม่ใช่การแก้เพียงครั้งเดียวแล้วเห็นผลทันที แต่ต้องปรับปรุงเนื้อหาและติดตามผลอย่างต่อเนื่องครับ
สรุป
ปัญหาเว็บไม่ขึ้น Google ส่วนใหญ่ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ ลองไล่เช็ก 6 จุดนี้ใน Google Search Console
- ยังไม่ถูก Index ดูที่ การทำดัชนี หน้า แล้วใช้ URL Inspection ขอ Index ใหม่
- ยังไม่ได้ส่ง Sitemap Submit sitemap_index.xml ที่เมนู Sitemaps
- ติด noindex หรือ robots.txt บล็อกอยู่ เช็ก /robots.txt และ การตั้งค่า การอ่าน ใน WordPress
- มี Manual Action หรือปัญหาความปลอดภัย เช็กเมนูความปลอดภัยและการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่
- เว็บช้าหรือไม่รองรับมือถือ ดู Core Web Vitals
- Index แล้วแต่อันดับยังไกล ดู Performance แล้วปรับ Title, Meta Description และเนื้อหาให้ตรง Search Intent
หากเช็กตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วเว็บไซต์ยังไม่ขึ้น Google หรือพบ Error ใน Search Console ที่ไม่แน่ใจว่าต้องแก้ไขอย่างไร สามารถให้ทีมงานช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำได้ครับ สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น รวมถึงดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการรับทำ SEO และ บริการดูแลเว็บไซต์ ได้ครับ


![keyword research คืออะไร? จุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำ SEO [ที่ไม่ควรมองข้าม]](https://www.teeneeweb.com/wp-content/uploads/2023/05/What-is-keyword-research.jpg)